Skip to content Skip to footer

ในยุคปัจจุบันที่ AI เก่งขึ้นทุกวัน อัปเดตทุกวัน จนบางครั้งก็สงสัยว่า จะเหลืออะไรให้มนุษย์ทำบ้างนะ เมื่อก่อนเราเคยคุยกันว่าจุดที่ทำให้มนุษย์แตกต่างคือ ความคิดสร้างสรรค์ หรือ Creativity แต่ตอนนี้เราต้องกลับมาตั้งคำถามแล้วว่า เราเก่งกว่า AI จริงหรอ ? เพราะมี GenAI หลายตัวไม่ว่าจะเป็น MidJourney, DALL·E 3, Seedream, Nano-Banana ใน Gemini ที่สามารถสร้างรูปภาพได้อย่างเหลือเชื่อ

เมื่อก่อนผู้คนอาจให้ความสนใจกับการเป็นผู้เชี่ยวชาญ (Specialist) ที่รู้ลึกเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่ปัจจุบันคนที่รู้แค่ด้านใดด้านหนึ่ง เสี่ยงที่จะถูก AI แทนที่ได้เพราะ AI ถูกเทรนให้เก่งที่สุดในแต่ละด้าน

พี่โจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ ได้ให้ความเห็นในงาน DigiTech ASEAN 2025 ไว้ว่า ทักษะสำคัญที่ AI แทนไม่ได้คือ เราต้องเป็นมนุษย์ที่มี “Multi-disciplinary Skill” หรือ ทักษะข้ามสาขาที่หลากหลาย มาผสมผสานกันจนเกิดเป็นความโดดเด่นที่ใครหรือแม้กระทั่ง AI ก็ก๊อปปี้ไม่ได้

ยกตัวอย่างบุคคลระดับตำนานอย่าง Leonardo da Vinci ที่เป็นทั้งนักจิตรกร นักวาดที่มีผลงานโดดเด่นอย่าง Mona Lisa และ The Last Supper แต่นอกจากนี้ก็ยังเป็น นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษากายวิภาค พฤกษศาสตร์ ธรณีวิทยา และดาราศาสตร์ หรือแม้แต่ Albert Einstein ที่นอกจากจะเป็นอัจฉริยะฟิสิกส์ คิดค้นทฤษฏีสัมพันธภาพแล้ว เขายังมีความสามารถเล่นไวโอลินซึ่งดนตรีช่วยเปิดมุมมองจินตนาการ จะเห็นได้ว่าพวกเขาไม่ได้เก่งแค่เรื่องเดียว แต่มีทักษะหลากหลาย

อีกตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนที่สุดในยุคธุรกิจคือ Steve Jobs (ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple) หากเทียบเรื่องการเขียนโปรแกรม เขาอาจไม่ได้เก่งเท่า Bill Gates (ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft) แต่ Jobs มีเรียนรู้เรื่อง Calligraphy (ศิลปะการประดิษฐ์ตัวอักษร) จนชำนาญ และนำมาออกแบบ ฟอนต์สวยงามบน Mac ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ Apple โดดเด่นขึ้นมา

เหมือนกับพี่โจ้ ธนา ที่เป็นนักธุรกิจทั่วไป แต่สิ่งที่ทำให้แตกต่างคือเป็นนักเขียนด้วย ทำให้มีความแตกต่างจากนักธุรกิจคนอื่น และยากที่คนอื่นหรือ AI จะเลียนแบบ

สูตรลับคือ: เราต้องสร้าง Skill (S) ที่เกิดจากการรู้ 2 อย่างขึ้นไปมาผสมกัน มันไม่ง่าย แต่เพราะมันไม่ง่ายนี่แหละ มันถึงมีมูลค่าและก๊อปปี้ไม่ได้


3 เสาหลักเพื่อสร้างทักษะที่ AI ไม่มี

การจะมี Multi-disciplinary Skill ไม่ใช่แค่การไปลงเรียนคอร์สออนไลน์แล้วจบ แต่มันต้องอาศัยคุณสมบัติพื้นฐาน 3 ข้อ ที่เราต้องฝึกฝน:

1. Curiosity (ความอยากรู้อยากเห็นที่แท้จริง)

ความอยากรู้ในยุคนี้เกิดขึ้นยาก เพราะเราถูกป้อนคอนเทนต์สั้นๆ ผ่าน TikTok หรือ Social Media ตลอดเวลา จนเราชินกับการ “ดู” แต่ไม่ได้ “ทำ”

ความอยากรู้ที่จะชนะ AI ได้ ต้องนำไปสู่การลงมือทำจริง ต้องใช้ Hand-Eye-Ear Coordination (การประสานงานของมือ ตา หู และสมอง)

  • ไม่ใช่แค่อ่านรีวิว แต่ต้องเอาตัวไปทดลอง
  • ต้องลองผิดลองถูก (Trial and Error) จนร่างกายจดจำทักษะนั้นได้
  • ประสบการณ์จากการ “สัมผัสจริง” คือสิ่งที่ AI ไม่มีวันเข้าใจ

2. Discipline (วินัยในการเรียนรู้)

อุปสรรคใหญ่ที่สุดของการเรียนรู้ทักษะใหม่ในยุคนี้คือ Cheap Dopamine (ความสุขราคาถูก) จากยอดไลก์ หรือความบันเทิงรายวัน ทำให้เราสมาธิสั้นและทิ้งการเรียนรู้ยากๆ ไปกลางคัน วินัยจึงเป็นเครื่องมือเดียวที่จะดึงเราให้จดจ่ออยู่กับสิ่งนั้นจนเกิดความชำนาญ

3. Likability (ความน่ารัก)

นี่คือทักษะที่ดูเหมือนธรรมดาแต่ทรงพลังที่สุด และ AI ทำไม่ได้แน่นอน นั่นคือ “การทำให้คนอยากร่วมงานด้วย” เพราะในโลกที่งานซับซ้อน เราทำคนเดียวไม่รอด เราต้องการพาร์ทเนอร์ ซึ่งคนเก่งๆ จะยอมมาร่วมงานกับเรา ก็ต่อเมื่อเรามีเสน่ห์ (Charm) หรือมีความน่ารัก (Likability)

  • วิธีฝึก: สังเกตคนรอบข้าง ถ้าเราชอบใคร ให้ดูว่าเขาทำตัวอย่างไรแล้วทำตาม ถ้าไม่ชอบใคร (เช่น คนขี้นินทา) ก็อย่าทำแบบนั้น
    • เพื่อนร่วมงาน: ไม่ชอบคนนินทา
    • เจ้านาย: ชอบคนที่ทำงาน “สำเร็จ” (Success) มากกว่าแค่ทำงาน “เสร็จ” (Done)

บทสรุป: ความสำเร็จไม่มีทางลัด (No Shortcuts)

ขอยกตัวอย่างร้านอาหารระดับ Michelin 3 ดาว ร้านหนึ่ง เชฟไม่ได้แค่อยากทำอาหารให้อร่อย แต่เขามี Curiosity จนยอมลงไปอยู่ภาคใต้เป็นปีๆ เพื่อหาวัตถุดิบที่ดีที่สุด เขามี Discipline ในการหุงข้าวหม้อดิน โดยหุงแค่ครึ่งหม้อ เพื่อให้ความร้อนทั่วถึง จนเมล็ดข้าวตั้งฉาก 90 องศาเรียงสวยงาม

สิ่งเหล่านี้คือ “ความใส่ใจ” และ “ทักษะขั้นสูง” (Craftsmanship) ที่ไม่มีทางลัด ในขณะที่เราติดกับดักของความเร็วบน TikTok ที่ทุกอย่างดูง่ายและเร็วไปหมด เราต้องเตือนตัวเองว่า ทักษะที่มีค่าจริงๆ ล้วนต้องใช้เวลา ความอดทน และการลงมือทำ

Leave a comment